Get Adobe Flash player

บทความน่ารู้

สรุปรายงานการเข้าร่วมประชุมด้านอาเซียนและเอเชียศึกษา เรื่อง "ทิศทางความร่วมมือทางการศึกษาของอาเซียน"


 บทความวิชาการโดยใช้การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนและเอเชีย


รอบรู้ เรื่อง ISIS หรือ Islamic State of Iraq and Syria


การตีความความเป็นสมัยใหม่: ต่วนกูรูอิสมาแอลสะปันยัง (2498- ) อูลามาอ์สายจารีตในสังคมปาตานีสมัยใหม่


เปิดประตูสู่อาเซียน  มองเพื่อนบ้านผ่านเหยี่ยวข่าวอาเซียน 


รอบรู้ AEC 360


ประชาธิปไตยคือกระบวนการสำหรับการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม: บทเรียนจากมาเลเซีย


เสาหลัก "สังคมและวัฒนธรรม" พลังของอาเซียนที่มักจะถูกละเลย: เสียงสะท้อนจาก อ.เสาวภา งามประมวญ


สรุปรายงานการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการนานาชาติ เรื่องความเมตตา: สะพานเชื่อมระหว่างศาสนาพุทธและอิสลาม 

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

098262
TodayToday68
This_WeekThis_Week154
This_MonthThis_Month3279
All_DaysAll_Days98262

 สรุปรายงานการเสวนา “Malaysia – Southern Thailand Young Leaders Dialogue”[1]

วันที่25-27 ตุลาคม 2556 ณ เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย

จัดโดย มหาวิทยาลัยอูตารามาเลเซีย ประสานงานโดย มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา ประเทศไทย

สนับสนุนโดยกระทรวงศึกษาธิการมาเลเซีย

และสถาบันวิจัยการศึกษาขั้นสูงแห่งชาติมาเลเซีย (National Higher Education Research Institute)


          กระทรวงศึกษาธิการประเทศมาเลเซีย ร่วมกับมหาวิทยาลัยอูตารามาเลเซีย (Universiti Utara Malaysia) ได้จัดโครงการสานเสวนาระหว่างนักวิชาการ ผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศมาเลเซียและภาคใต้ของประเทศไทย (Malaysia-Southern Thailand Young Leaders Dialogue) ณ Resort World Hotel เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2556 ในหัวข้อหลักเรื่อง “ร่างแผนยุทธศาสตร์อนาคตภาคใต้ของประเทศไทยและบทบาทของมุสลิมไทย”[2]  มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ในการจัดการความแตกต่างหลากหลายอันจะนำไปสู่การโครงการสร้างสันติภาพในภาคใต้ของประเทศไทย (2) เพื่อเสริมสร้างรากฐานการให้ความร่วมมือกันระหว่างผู้นำรุ่นใหม่ของทั้งสองประเทศในกระบวนการสร้างสันติภาพ (3) เพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ดีและกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต ความมั่นคง และสันติภาพระหว่างสองประเทศ (4) เพื่อยืนยันว่าความพยายามในการสร้างสันติภาพของประเทศมาเลเซียได้รับการสนับสนุนผ่านโครงการสำคัญต่างๆ เช่น การเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และ (5) เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการความหลากหลายผ่านทางองค์การการศึกษาระดับสูงของประเทศมาเลเซีย ในการสานเสวนาครั้งนี้ ได้มีการกำหนดทิศทางด้านงานวิชาการและการพัฒนาในพื้นที่ภาคใต้ประเทศไทยและภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย และถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างยิ่งระหว่างผู้คนในระดับต่างๆ ของทั้งสองประเทศในการร่วมมือกันสร้างนวัตกรรมและผลักดันการทำงานในเชิงวิชาการต่อไป

         ผู้เข้าร่วมโครงการนี้ ประกอบไปด้วยนักวิชาการ 40 ท่าน จาก 12 องค์กรการศึกษาทั่วประเทศไทย อาทิเช่น ศ.ดร. ดร.อิศรา ศานติศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร. สุกรี หลังปูเต๊ะ จากมหาวิทยาลัยฟาฎอนี ผศ.ดร. สามารถ ทองเฝือจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดร. นิพนธ์ โซะเฮง จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ดร. อนิส พัฒนปรีชาวงศ์จากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ อ.อิมรอน โส๊ะสัน จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น  และนักวิชาการท่านอื่นๆ จากมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันอัสสลาม เป็นต้น นอกจากนั้น การจัดสัมมนาครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สตูล และสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) สาขาสตูล โดยมีรองนายกอบจ. นายรอซี ใบกาเด็ม เป็นผู้อำนวยความสะดวก การสัมมนาครั้งนี้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักในการสนทนา

          ประเด็นที่ถกเถียงในการสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสภาพสังคมที่มีความหลากหลายในด้านศาสนา วัฒนธรรม อุดมการณ์ และความคิด จากองค์ปาฐกหลักสามท่านจากประเทศมาเลเซีย และสองท่านจากประเทศไทย โดยมี Dr. Maszlee Malik จากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย ได้ฉายภาพมโนทัศน์ของพหุวัฒนธรรมในอิสลามและประสบการณ์ของประเทศประเทศมาเลเซียในการจัดการความขัดแย้งและการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาของสังคม ในหัวข้อ “อิสลามและพหุวัฒนธรรม กรณีศึกษาของประเทศมาเลเซีย”[3] ดร.มัสลีให้ทัศนะว่า “ความสามัคคีท่ามกลางความหลากหลาย” มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ โมเดลของเมืองอัลดาลูเซีย (ดินแดนในอดีตของสเปน) ได้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกแล้วว่าชาวยิว คริสเตียนและมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ การล่มสลายของอาณาจักรอัลดาลูเซียจึงเป็นเหมือนกับการล่มสลายด้านความเข้าใจและการยอมรับซึ่งกันและกันในการนับถือศาสนา นอกจากนั้น ดร.มัสลีได้ยืนยันว่า คำสอนของศาสนาอิสลามมีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย์ที่มีความแตกต่างในด้านศาสนาและวัฒนธรรม ความเข้าใจนี้ (ตาอารุฟ/knowing each other) จะนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ (knowledge) และทฤษฎีแห่งความรู้ (epistemology) ตามลำดับ[4] หลักฐานชิ้นสำคัญทางการเมืองแบบอิสลามคือ รัฐธรรมนูญมะดีนะฮ์ (Constitution of Madina) ซึ่งได้รวมชาวยิวและคริสเตียนเข้ามาเป็นประชาชาติเดียวกันกับมุสลิม หรือที่เข้าใจกันในมโนทัศน์ของ “อุมมะฮ์”  นอกจากนั้นดร.มัสลีใด้ให้ความกระจ่างว่า มุสลิมในอดีตได้เรียนรู้และได้รับประโยชน์จากประสบการณ์ของ “ผู้อื่น” มาโดยตลอด เช่น การวางยุทธศาสตร์การรบโดยการขุดสนามเพลาะสมัยท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล)[5] และการใช้ระบบดีวานในการบริหารราชการแผ่นดินของคอลีฟะฮ์อุมัร[6] ซึ่งล้วนประยุกต์มาจากประสบการณ์ของชาวเปอร์เซีย หาใช่ความคิดจากมุสลิมฝ่ายเดียวไม่ ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ดร.มัสลีได้เน้นย้ำว่าการแยกแยะระหว่างวิธีการ (Means) และเป้าหมาย (Ends) คือหลักการสำคัญในการเข้าใจความเป็นพหุวัฒนธรรมในอิสลามและกรณีศึกษาของมาเลเซีย พหุวัฒนธรรม (เช่นเดียวกับประชาธิปไตย) สามารถเป็นวิธีการในการจัดการความหลากหลาย ส่วนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติคือเป้าหมาย ดังนั้นมาเลเซียซึ่งเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเลือกที่จะใช้กระบวนการประชาธิปไตยเพื่อไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และวันนี้มาเลเซียก็พิสูจน์แล้วว่าวิธีการดังกล่าวก็นำมาซึ่งชีวิตที่ดีขึ้นและการอยู่ดีมีสุข สุดท้ายท่านได้ฝากไว้สั้นๆ ว่า ความไม่รู้และความอคติคือสิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดในการทำความเข้าใจพหุวัฒนธรรม

         นักวิชาการอาวุโสอีกท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีปีโตรนัส มาเลเซีย ศ.ดร.มูฮัมหมัด ฮาลิบ[7] ร่วมนำเสนอประสบการณ์ของมาเลเซียในการจัดการความแตกต่างของพลเมืองด้วยกับระบบประชาธิปไตย ในหัวข้อ “หลักฉันทามติ และประสบการณ์ของมาเลเซียในการจัดการพหุวัฒนธรรม”[8] ท่านเห็นว่าภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมแบบมาเลเซีย และกลไกที่สำคัญคือการใช้ระบบประชาธิปไตยในฐานะเครื่องมือในการจัดการความแตกต่างหลากหลาย เช่น การยอมรับความแตกต่างด้านศาสนานำไปสู่การกำหนดวันหยุดนักขัตฤกษ์ให้กับพลเมืองทุกศาสนา ดร.มูฮัมหมัด ให้ทัศนะว่า ประชาธิปไตยคือคำตอบของยุคสมัยใหม่ในการจัดการความขัดแย้งในสังคม เนื่องจากประชาธิปไตยสนับสนุนคุณค่าเรื่องความยุติธรรม ความเท่าเทียมกัน ความโปร่งใส การให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งแก่พลเมืองทั้งมวล (Universal suffrage) และหลักนิติรัฐ (rules of law) ดังนั้นจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ประชาธิปไตยจะกลายเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในปัจจุบันและมันก็ทำงานได้ดีในสังคมพหุวัฒนธรรมแบบมาเลเซีย ดร.มูฮัมหมัด กล่าวสรุปว่า ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่บทบาทของภาคประชาสังคมจะเป็นความหวังในการแก้ไขปัญหาความแตกต่างในสังคมมากกว่าบทบาทของนักการเมือง และเรื่องท้าทายที่สังคมมุสลิมในภาคใต้จะต้องก้าวข้ามให้ได้คือ ทัศนคติแห่งความเป็น “ชนกลุ่มน้อย” เพื่อไปสู่การเป็นพลเมืองที่มีบทบาทในสังคมไทย (active citizen) ในระบอบประชาธิปไตยที่เชิดชูระบบคุณค่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมกัน

         รศ.ดร.อับดุลรอซัก อะหมัด[9] ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมาเลเซีย ร่วมพูดคุยเป็นลำดับที่สามในหัวข้อ “การปฏิรูปด้านการเมือง สังคมและเศรษฐกิจในมาเลเซียหลังยุคมหาธีร์” ดร.อับดุลรอซัก กล่าวว่า การปฎิรูปในด้านต่างๆ ของมาเลเซียได้เกิดขึ้นในยุคมหาธีร์อย่างแท้จริง แต่หลังจากนั้นมาเลเซียไม่สามารถพัฒนาอะไรให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้เมื่อเปรียบเทียบกับยุคมหาธีร์ ดร.มูฮัมหมัด มหาธีร์ได้สร้างคุณูปการอย่างมากมายให้กับประเทศมาเลเซีย โดยใช้ระบบประชาธิปไตยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา ท่านสามารถปลดล็อกทางความคิดด้านการเมืองและทำให้อิสลามสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีเกียตริในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ เช่น การสนับสนุนสร้างสถาบันการศึกษาอิสลามขั้นสูง และการสร้างองค์กรคลังสมอง (Think Tank) ในส่วนของความร่วมมือกับภาคใต้ของประเทศไทย ดร.อับดุลรอซักใด้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าท่านพร้อมที่จะสนับสนุนด้านการศึกษา ผลักดันการวิจัยไปสู่การกำหนดนโยบายและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรบุคคลให้กับนักวิชาการรุ่นใหม่ เช่น การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและนักศึกษา และการสนับสนุนการทำวิจัยอันจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ

         หลังจากรับฟังประสบการณ์เกี่ยวกับพหุวัฒนธรรมของประเทศมาเลเซีย ผศ.ดร.สุกรี หลังปูเต๊ะ คณบดีคณะสังคมศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้ร่วมแลกเปลี่ยนและร่วมจัดทำแผนงานระยะยาวกับผู้เข้าร่วมจากประเทศไทย ในกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “เส้นทางจากลังกาวีสู่ภาคใต้ประเทศไทย”[10] กิจกรรมนี้แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่ประกอบด้วย (1) กลุ่มการเมืองการปกครอง (Political), (2) กลุ่มเศรษฐกิจ (Economic), (3) กลุ่มศาสนา (Religious), และ (4) กลุ่มสังคม (Social) ผลของการร่วมระดมความคิดครั้งนี้ได้นำไปสู่การประกาศ “ปฏิญญาลังกาวี” ร่วมกันในวันสุดท้ายของงาน หลังจากนั้น รศ.ดร. อิศรา ศานติศาสน์ ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายโลกมุสลิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติร่วมแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “รุ่งอรุณในวันใหม่ของมุสลิมไทย: ความหวังและความคาดหวัง”[11] ดร.อิศราได้นำเสนอข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของสังคมมุสลิมไทย เช่น การใช้ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ในการอธิบายถึงปัญหาความยากจนและปัญหาเชิงจำนวนประชากรซึ่งนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย อย่างไรก็ตามท่านชี้ให้เห็นว่าสามปัจจัยหลักสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาสังคมได้ (1) การศึกษาทั้งในและนอกระบบ (2) การเข้าถึงงบประมาณของรัฐ และ (3) การทำวิจัยในฐานะกลไกเพื่อมีอิทธิพลในการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ สุดท้ายดร.อิศราได้ยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานสังคมว่า เราต้องมีเป้าหมายเพื่อยกระดับและพัฒนาการอยู่ดีมีสุขของพี่น้องของเรา และฝากไว้ว่าการทำงานหนักและความสามัคคีจะเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จและสามารถสร้างความคาดหวังให้กับสังคมไทยเราได้

          อาจกล่าวได้ว่าผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมของการสัมมนาครั้งนี้คือ “ปฏิญญาลังกาวี”[12] ที่ผู้เข้าร่วมได้ประกาศเจตนารมณ์ในการทำงานด้านวิชาการเพื่อการพัฒนาและอยู่ร่วมกันอย่างสันติในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ปฏิญญาฉบับนี้ถือเป็น Roadmap ในกระบวนการสร้างสันติภาพและการพัฒนาในห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้อีกเส้นทางหนึ่ง นอกจากนั้นกิจกรรมครั้งนี้ได้สร้างสะพานแห่งความร่วมมือระหว่างนักวิชาการจากประเทศมาเลเซียและประเทศไทย ได้สร้างทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบประชาธิปไตย ได้สร้างความมั่นใจว่าประเทศมาเลเซียพร้อมจะให้การสนับสนุนในระยะยาว และได้มีการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและมาเลเซีย

          การเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยศูนย์ศึกษาเอเชีย ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้จัดโครงการฯ เชิญอาจารย์และบุคลากรจากคณะรัฐศาสตร์สองท่านเข้าร่วมแลกเปลี่ยนด้วย สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์กับศูนย์ศึกษาเอเชีย และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อาจแบ่งออกเป็นสามด้าน ด้านแรกคือการสร้างเครือข่ายนักวิชาการทั้งในระดับประเทศและอาเซียน ด้านที่สองคือความร่วมมือระหว่างองค์กรในด้านวิชาการ และด้านที่สามคือการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งในด้านการเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความมั่นคง การจัดงานครั้งนี้ได้สร้างโอกาสในการริเริ่มโครงการใหม่ๆ เช่น โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร โครงการวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการด้านอัตลักษณ์ของคนชายขอบ โครงการสานเสวนาระหว่างศาสนา[13] และการจัดตั้งสภาประชาสังคมไทย-มาเลเซีย เป็นต้น คณะรัฐศาสตร์โดยศูนย์ศึกษาเอเชียอาจจะพิจารณาหรือเสนอโครงการต่างๆ ที่สอดคล้องกับหลักการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในพื้นที่ห้าจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็น ศูนย์ประสานงานในกรุงเทพฯ (Coordinator) ในการสร้างความเข้าใจและองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านสันติศึกษา และพหุวัฒนธรรมศึกษาในบริบทอาเซียน 

 

 

 



[1] รายงานโดยอันวาร์ กอมะ นักวิชาการปฏิบัติการ ศูนย์ศึกษาเอเชีย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

[2] Charting the Future of Southern Thailand and the Role of Thai Muslim

[3] Islam and Multiculturalism: A Malaysian Case Study

[4] คัมภีร์อัลกุรอาน บทอัลฮุญรอต โองการที่ 13 (49:13)

[5] สงครามคอนดักเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 627

[6] ผู้ปกครองทรงธรรมคนที่สองในประวัติศาสตร์การเมืองอิสลาม

[7] Prof. Dr. Mohammed Halib

[8] The Consensus Formula and the Malaysian Experience in Managing Multiculturalism

[9] Assoc. Prof. Dr. Abdul Razak Ahmad ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มาเลเซีย

[10] Roadmap from Langkawi to Southern Thailand

[11] A New Dawn for Muslim Thai: Hopes and Expectation

[12] Langkawi Declaration

[13] Interfaith dialogue