Get Adobe Flash player

บทความน่ารู้

สรุปรายงานการเข้าร่วมประชุมด้านอาเซียนและเอเชียศึกษา เรื่อง "ทิศทางความร่วมมือทางการศึกษาของอาเซียน"


 บทความวิชาการโดยใช้การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนและเอเชีย


รอบรู้ เรื่อง ISIS หรือ Islamic State of Iraq and Syria


การตีความความเป็นสมัยใหม่: ต่วนกูรูอิสมาแอลสะปันยัง (2498- ) อูลามาอ์สายจารีตในสังคมปาตานีสมัยใหม่


เปิดประตูสู่อาเซียน  มองเพื่อนบ้านผ่านเหยี่ยวข่าวอาเซียน 


รอบรู้ AEC 360


ประชาธิปไตยคือกระบวนการสำหรับการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม: บทเรียนจากมาเลเซีย


เสาหลัก "สังคมและวัฒนธรรม" พลังของอาเซียนที่มักจะถูกละเลย: เสียงสะท้อนจาก อ.เสาวภา งามประมวญ


สรุปรายงานการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการนานาชาติ เรื่องความเมตตา: สะพานเชื่อมระหว่างศาสนาพุทธและอิสลาม 

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

098261
TodayToday67
This_WeekThis_Week153
This_MonthThis_Month3278
All_DaysAll_Days98261

รายงานสรุปการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการนานาชาติ

เรื่องความเมตตา: สะพานเชื่อมระหว่างศาสนาพุทธและอิสลาม[1]

วันที่ 3-4 ตุลาคม 2556 วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

จัดโดย ศูนย์สานสัมพันธ์พุทธ-อิสลามนานาชาติ วิทยาลัยศาสนาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

ร่วมสนับสนุนโดยสำนักจุฬาราชมนตรี และสถาบัน Thailand Achievement Institute (TAI)


          การสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างความเข้าใจ และสานสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธและมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และอาเซียน โดยการนำเสนอหลักคำสอนของแต่ละศาสนา ภายใต้ค่านิยมแห่งความเมตตา ในงานนี้มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ พระอาจารย์ และผู้นำศาสนาอิสลามจากภูมิภาคอาเซียนหลายท่านเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง เช่น Ven. Jayamedho จากอินโดนีเซีย พระเมธาวินัยรส จากวัดประดิษฐสถิตย์มหาสีมารามราชวรวิหาร Dr. Osman Bakar จาก ศูนย์อิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยบูรไน พระมหาไรฑูรย์ กัลปยาณธโร จากวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร และอีหม่ามวินัย สะมะอุน จากมัสยิดกมาลุลอิสลาม นอกจากนั้น ยังมีสารจากองค์ดาไลลามะเรื่อง “ความเมตตาภายใต้ชีววิทยาและเหตุผล”อีกด้วย

          เมื่อกล่าวถึงความเมตตา ทั้งศาสนาพุทธและอิสลามได้กำชับผู้ศรัทธาให้ตั้งมั่นและยึดถือคุณธรรมอันสูงส่งข้อนี้ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ดั่งคำตรัสขององค์ดาไลลามะว่า “ความเมตตาจะนำไปสู่การมีทัศนคติที่เปิดกว้าง และมีความสุขุม ด้วยกับความเมตตาทำให้เราเห็นความเป็นจริงและวิธีการสำหรับการจัดการสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ และนำมาซึ่งสิ่งที่เราทุกคนอยากได้ นี้คือสิ่งสำคัญและประโยชน์สุขที่ตั้งอยู่บนเหตุผล”  เช่นกัน ดร. อุสมาน บาการ์ (Dr. Osman Bakar) ได้ฉายภาพความเมตตาที่มาจากคำสอนของอิสลาม ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคติของ “ความเมตตาของพระเจ้า” ที่แผ่ขยายให้กับทุกคนไม่ใช่แค่คนมุสลิมเท่านั้น และอิสลามถูกประทานลงมาผ่านทางศาสดามูฮัมหมัดก็เพื่อเป็นความเมตตาของมวลมนุษยชาติ ดังนั้น ความเมตตาคือค่านิยมถาวรที่ทุกศาสนาให้การเชิดชูและค้ำจุน และคือจุดเชื่อมระหว่างหลักคำสอนของศาสนาทั้งสอง

          อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบโลก เช่น ความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธและมุสลิมโรฮิงยาในสหภาพพม่า การพลีชีพในอินโดนีเซีย การสร้างความกลัวของกลุ่มอัลกออิดะฮ์ ดูเหมือนจะขัดแย้งกันหลักคำสอนเกี่ยวกับความเมตตา อีกทั้งยังเพิ่มระดับความเกลียดชังระหว่างเพื่อนมนุษย์ต่างศาสนิกอีกด้วย สิ่งเหล่านี้คือความท้าทายร่วมกันของมนุษยชาติในการแสวงหาหนทางในการอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลาย ในกรณีเหล่านี้ เราต้องร่วมกันประณามความรุนแรง แต่ก็ต้องเข้าใจบริบทของการใช้ความรุนแรงด้วย ความแตกต่างของบริบทอาจจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมีความจำเป็นในการต่อสู่ด้วยการความรุนแรง ซึ่งต้องจำกัดมันอยู่ในเหตุการณ์เฉพาะ ไม่ควรทำให้มันเป็นเหตุการณ์สากลทั่วไป ความขัดแย้งเหล่านี้สามารถหาทางออกร่วมกันได้ เมื่อความหลากหลายทางความเชื่อ และความคิดเป็นสิ่งที่น่ารักษา และชื่นชม และเห็นว่ามันคือมรดกทางวัฒนธรรมที่สร้างความสวยงามในสังคมนั้นๆ การกลับไปทำความเข้าใจของฐานคติของ “ความเป็นคน” จึงน่าจะทำให้เราชื่นชมความแตกต่างของมนุษยชาติได้เป็นอย่างดี และด้วยความเป็นมนุษย์เราควรให้เกียตริและเคารพซึ่งกันและกัน

          สุดท้าย งานสัมมนาครั้งนี้ ทำให้ได้เครือข่ายนักวิชาการในประเทศอาเซียน และทำให้เห็นความสำคัญของการจัดสานเสวนาระหว่างศาสนา การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย โดยเฉพาะการเข้ามาของประชาคมอาเซียนในปี 2015 จะเป็นความท้าทายใหม่ของภูมิภาคนี้ การเตรียมการรองรับวัฒนธรรม และศาสนาที่หลากหลาย พึงต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งในหลักปฏิบัติและหลักคำสอน สิ่งที่ศูนย์เอเชียอาคเนย์ ม.รามคำแหงน่าจะเรียนรู้จากงานครั้งนี้ คือความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดวงเสวนาวิชาการที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (เสาสังคม-วัฒนธรรม) ที่อาจจะมีการเผชิญหน้ากันอย่างชัดแจ้งระหว่างค่านิยมและหลักปฏิบัติที่มาจากหลักคำสอนต่างศาสนาได้ ดังนั้น ความร่วมมือทางวิชาการน่าจะเป็นตัวแบบและวิธีการในการจัดการ และเผยแพร่ความรู้ออกสู่ผู้จัดทำนโยบาย (Policymakers) นักศึกษา และประชาชนโดยทั่วไป

 

 

 

 

 

 

 


        



[1] รายงานโดย อันวาร์ กอมะ นักวิชาการปฏิบัติการ ศูนย์ศึกษาเอเชีย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 10/7/2556