Get Adobe Flash player

บทความน่ารู้

สรุปรายงานการเข้าร่วมประชุมด้านอาเซียนและเอเชียศึกษา เรื่อง "ทิศทางความร่วมมือทางการศึกษาของอาเซียน"


 บทความวิชาการโดยใช้การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนและเอเชีย


รอบรู้ เรื่อง ISIS หรือ Islamic State of Iraq and Syria


การตีความความเป็นสมัยใหม่: ต่วนกูรูอิสมาแอลสะปันยัง (2498- ) อูลามาอ์สายจารีตในสังคมปาตานีสมัยใหม่


เปิดประตูสู่อาเซียน  มองเพื่อนบ้านผ่านเหยี่ยวข่าวอาเซียน 


รอบรู้ AEC 360


ประชาธิปไตยคือกระบวนการสำหรับการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม: บทเรียนจากมาเลเซีย


เสาหลัก "สังคมและวัฒนธรรม" พลังของอาเซียนที่มักจะถูกละเลย: เสียงสะท้อนจาก อ.เสาวภา งามประมวญ


สรุปรายงานการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการนานาชาติ เรื่องความเมตตา: สะพานเชื่อมระหว่างศาสนาพุทธและอิสลาม 

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

102111
TodayToday71
This_WeekThis_Week71
This_MonthThis_Month3204
All_DaysAll_Days102111

วันที่จันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558

 กลุ่มโกก้างรุกหนักปะทะพม่า

            รัฐบาลพม่าแถลงสถิติผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ “โกก้าง” ในรัฐฉาน ทางเหนือของพม่าติดพรมแดนมณฑลยูนนานของจีน โดยทหารพม่ายิงนักรบกลุ่มโกก้างซึ่งพยายามบุกเข้าไปก่อเหตุที่เมืองลวกไก เมืองเอกของรัฐฉาน เมื่อ 14 ก.พ. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย รวมถึงนักรบกลุ่มโกก้างที่บาดเจ็บและถูกจับกุม 8 ราย และอาวุธปืนถูกยึด 97 กระบอก ทำให้สถิติผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณเขตปกครองตนเองโกก้างซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ.เพิ่มจำนวนเป็น 47 ราย และผู้บาดเจ็บรวม 70 ราย นอกจากนี้ นายเย ทุต รมว.สารสนเทศพม่า เรียกร้องให้รัฐบาลจีนตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นตามแนวชายแดน ในมณฑลยูนนานที่ให้ความช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยกลุ่มติดอาวุธโกก้าง เช่นเดียวกับ พล.อ.มิน อ่อง ผู้บัญชาการกองทัพระดับอาวุโสของพม่า ยังกล่าวหากลุ่มติดอาวุธชนเผ่าอื่นที่คอยให้ความช่วยเหลือกลุ่มโกก้าง แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเป็นกลุ่มใด ขณะที่กลุ่มผู้ลี้ภัยจากโกก้างราว 300-500 ราย ถูกอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เมืองลาเฉียวในวันที่ 15 ก.พ. ทั้งนี้ กลุ่มโกก้างเกิดขึ้นจากการรวมตัวกับกองกำลังเสรีภาพแห่งชาติตาระอั้ง หรือปะหล่อง (ทีเอ็นแอลเอ) และกองกำลังคะฉิ่น (เคไอเอ) เพื่อ ร่วมกันต่อสู้กับรัฐบาลตามพื้นที่ทั่วรัฐฉานและรัฐคะฉิ่นซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง

ที่มา: (http://www.thairath.co.th/content/481441)

 สถานทูตไทย ประจำกรุงมัสกัส ประกาศยกระดับความรุนแรงทางการเมืองในเยเมน ขึ้นระดับ 2 เตือนคนไทยระวังตัว

            กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่ ประกาศจากสำนักเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงมัสกัต ประเทศเยเมน ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 แจ้งยกระดับสถานการณ์ความรุนแรงในเยเมน ให้อยู่ในระดับความรุนแรงที่ 2 เตือนพลเมืองไทย หลีกเลี่ยงสถานที่ไม่ปลอดภัย และเตรียมความพร้อมติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประกาศฉบับดังกล่าวมีขึ้น หลัง สถานการณ์ทางการเมืองในเยเมน เริ่มมีความรุนแรงขึ้น หลังกลุ่มกบฏฮูติ เข้ายึดอำนาจการปกครอง ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันเสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมือง และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่าง กลุ่มกบฏฮูติ และกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ในแหลมอาระเบียนด้วย

ที่มา: (http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=599262)

 อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันจากออสเตรเลียให้ผ่อนปรนโทษประหารชีวิตพลเมืองออสเตรเลีย

            อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันจากออสเตรเลียให้ผ่อนปรนโทษประหารชีวิตแก่พลเมืองออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรีโทนี แอบบอตต์ ของออสเตรเลียเรียกร้องเมื่อ 15 ก.พ.58 ให้อินโดนีเซียยอมผ่อนปรนโทษประหารชีวิตให้แก่พลเมืองออสเตรเลีย 2 คนในคดีลักลอบนำยาเสพติดเข้าไปในอินโดนีเซีย ทั้งนี้คาดกันว่าออสเตรเลียอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการทูตที่รุนแรง เหมือนกรณีบราซิลและเนเธอร์แลนด์ที่เรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศใน ม.ค.58 เพื่อตอบโต้ที่อินโดนีเซียประหารชีวิตพลเมืองตน ขณะที่นางจูลี บิช็อป รมว.กต.ออสเตรเลียเคยเตือนว่า ออสเตรเลียอาจคว่ำบาตรอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากของนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย

ที่มา: (http://www.nia.go.th/niaweb/content/showsubdetail.asp?fdcode=3116212167111211&dsc=+%A2%E8%D2%C7%B5%E8%D2%A7%BB%C3%D0%E0%B7%C8&ifmid=0010006501015002%2F580216%2D00008)

 ญี่ปุ่นจะให้เงินสนับสนุนในการต่อสู้กับภัยก่อการร้าย

            ญี่ปุ่นจะให้เงินสนับสนุนในการต่อสู้กับภัยก่อการร้าย นสพ. Sankei Shimbun ของญี่ปุ่นรายงานเมื่อ 15 ก.พ.58 ว่า ญี่ปุ่นจะให้เงินช่วยเหลือจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 450 ล้านบาท) ในการต่อสู้กับภัยก่อการร้าย โดยจะส่งผ่านองค์การระหว่างประเทศให้กับภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงประเทศที่มีพรมแดนติดกับซีเรีย และอิรัก ซึ่งส่วนใหญ่ถูกกลุ่ม IS ยึดครอง

ที่มา: (http://www.nia.go.th/niaweb/content/showsubdetail.asp?fdcode=3116212167111211&dsc=+%A2%E8%D2%C7%B5%E8%D2%A7%BB%C3%D0%E0%B7%C8&ifmid=0010006501015002%2F580216%2D00003)

 จีนจะไม่ขยายเส้นตายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกับกลุ่ม P5+1 เป็นครั้งที่สาม

            จีนจะไม่ขยายเส้นตายเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกับกลุ่ม P5+1 อีกเป็นครั้งที่สาม นาย Wang Yi รมว.กต.จีนกล่าวระหว่างการเยือนอิหร่าน เมื่อ 15 ก.พ.58 ว่า จีนจะคัดค้านการขยายเส้นตายในการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวให้กับอิหร่านหลังจากที่มีการขยายมาแล้วถึงสองครั้ง โดยจีนหวังว่า อิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นโอกาสทางประวัติศาสตร์กับกลุ่ม P5+1 (สหรัฐฯ รัสเซีย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส + เยอรมนี) ได้ ขณะที่ นาย Mohammad Javad Zarif รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวยืนยันว่าอิหร่านจะคว้าโอกาสที่ได้รับ และพร้อมที่จะปรับท่าทีให้ยืดหยุ่นมากขึ้น

ที่มา: (http://www.nia.go.th/niaweb/content/showsubdetail.asp?fdcode=3116212167111211&dsc=+%A2%E8%D2%C7%B5%E8%D2%A7%BB%C3%D0%E0%B7%C8&ifmid=0010006501015002%2F580216%2D00001)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558

ญี่ปุ่นหลุดพ้นภาวะศูนย์กลางถดถอย แม้จีดีพีขยับขึ้นเล็กน้อย

            ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วหลังจาก อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ประจำไตรมาส 4 ปี 2014 เพิ่มขึ้นขยับกลับมาอยู่ในแดนบวก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ญี่ปุ่นหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วหลังจาก อัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ประจำไตรมาส 4 ปี 2014 เพิ่มขึ้น 0.6% จากไตรมาสก่อน กลับมาอยู่ในแดนบวกอีกครั้งหลังจากติดลบใน 2 ไตรมาสก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการเติบโตดังกล่าวยังน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ที่ 0.9% แสดงให้เห็นการฟื้นตัวอันเปราะบางของญี่ปุ่น ซึ่งความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังคงอ่อนแอ แม้นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ จะชะลอการขึ้นภาษีการขายครั้งที่ 2 ไปก่อนจากกำหนดการเดิมจะเพิ่มในเดือนต.ค.ปีนี้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.3% ในไตรมาส 4 แต่น้อยกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เอาไว้ที่ 0.7% ขณะที่ตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ขณะที่ตัวเลขนำเข้าเพิ่มขึ้น 1.3%

ที่มา: (http://www.thairath.co.th/content/481689)

เมียนมาร์ประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐฉาน รับมือกบฏโกก้าง

            เมียนมาร์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐฉาน หลังจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกองทัพรัฐบาลและกบฏ              โกก้าง ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ประเทศเมียนมาร์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐฉาน ซึ่งกองทัพรัฐบาลกำลังปะทะกับกบฏกลุ่มชาติพันธุ์ โกก้าง อย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 9 ก.พ. จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และประชาชนนับหมื่นคนต้องอพยพในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และลีภัยเข้าไปในประเทศจีน ตามแถลงการณ์ของกระทรวงสารสนเทศแห่งเมียนมาร์ ระบุว่า เกิดสถานการณ์รุนแรงซึ่งทำให้ชีวิตของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง ดังนั้นจึงมีการประกาศใช้กฎสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตปกครองตนเองโกก้าง ในรัฐฉาน ตั้งแต่วันนี้     (17 ก.พ.) เป็นต้นไป ด้านนาย ชาย ชเว วิน เจ้าหน้าที่สำนักงานดับเพลิงเมืองลาเสี้ยว ในรัฐฉานและซึ่งอยู่ห่างจากจุดปะทะไปทางใต้ประมาณ 140 กม. เผยว่า ประชาชนหลายสิบคนที่โดยสารอยู่บนรถบรรทุกถูกกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายโจมตี ขณะพยายามหลบหนีความรุนแรงในพื้นที่ปะทะเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 1 คน ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่จีน ระบุว่า พวกเขาได้ยกระดับการควบคุมชายแดนแล้ว หลังจากชาวเมียนมาร์ประมาณ 30,000 คน หลบหนีเข้าไปในมณฑลยูนนาน ทั้งนี้ การปะทะระหว่างทหารและกลุ่มกบฏโกก้างเกิดขึ้นที่เมืองลวกไก เมืองเอกของรัฐฉาน โดยทหารเปิดฉากโจมตีตอบโต้กบฏโกก้างที่พยายามจะเข้ายึดเมืองแห่งนี้ และเกิดการปะทะกันหลายครั้งจนมีทำให้เสียชีวิตเกือบ 50 นาย

ที่มา: (http://www.thairath.co.th/content/481895)

ข้อน่าสงสัยที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้เรียกร้องหา "ทักษิณ ชินวัตร"

          17 ก.พ.58 Global-research เว็บไชต์ข่าวเชิงวิเคราะห์ชื่อดัง ได้วิเคราะห์ถึงข้อน่าสงสัยที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้เรียกร้องหา "ทักษิณ ชินวัตร" โดยในรายงานดังกล่าว ได้ระบุว่า "มีนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารหลายสิบคนที่นัดชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีการแจกดอกไม้และสำเนาวรรณกรรมของ "จอร์จ เออร์เวลล์"  ในการแสดงความขัดขืนต่อกฎอัยการศึก ซึ่งไม่สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้งนัก" Global-research กล่าวว่า "เสียงที่ดังขึ้นคือเสียงเดิมๆ ของนักเคลื่อนไหวไม่กี่สิบคน และเป็นคนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ต่อการมุมานะ ความอดทน อดกลั้นของกองทัพไทยต่อการปฏิรูปสถาบันด้านต่างๆ ภายในประเทศให้กลับมาดียิ่งขึ้น หลังต้องเผชิญหน้ากับความยุ่งเหยิงมานานนับทศวรรษที่ถูกปลุกปั่นโดย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกจอมเผด็จการและผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมสังหารหมู่" "ทักษิณ ได้สังหารหมู่ประชาชนไปราว 3000 คน รวมถึงการสั่งปราบปรามผู้ประท้วงใน 3 จังหวัดชายเเดนภาคใต้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 85 ศพ ภายในวันเดียว" "ในระหว่างการชุมนุมของผู้ประท้วงน้องสาวเขา (ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ก็เป็นอีกครั้งนึง ที่ตัวเขา (ทักษิณ) สั่งกองกำลังติดอาวุธ เพื่อเข่นฆ่าผู้ที่ต่อต้านน้องสาวเขา โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตเกือบ 30 คนนั้น มีเด็กน้อยรวมอยู่ด้วย" รายงานดังกล่าว ยังระบุด้วยว่า "ความชั่วร้ายดังกล่าวที่กระทำต่อคนไทย มาจากการคุ้มครองจากคำว่า "การถูกเลือกตั้ง" ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่มีประโยชน์กับเขา มันไม่สำคัญว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชั่วร้ายแค่ไหน แต่เขาสนเพียงแค่ว่า เขามีม็อบพร้อมกับนักรบติดอาวุธ ที่พร้อมจะเล่นงานฝ่ายตรงข้าม รวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่ตัดสินให้เขาเสียเปรียบ"

ที่มา: (http://www.naewna.com/inter/145069)

กลุ่มที่อ้างว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม IS ขู่โจมตีศาลในมาเลเซีย

            กลุ่มที่อ้างว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม Islamic State (IS) ขู่โจมตีศาลในมาเลเซีย โดย นสพ.เดอะมาเลย์เมล์ออนไลน์รายงานเมื่อ 16 ก.พ. 58 ว่า กลุ่มที่อ้างว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม IS เผยแพร่วิดีโอลงบนเว็บไซต์ YouTube เมื่อ 15 ก.พ.58 โดยใช้ชื่อผู้เผยแพร่ว่า “isis Malaysia 69” ประกาศข่มขู่จะโจมตีศาลทั่วมาเลเซียด้วยระเบิด พร้อมระบุว่าระเบิดจะถูกวางที่ศาลใน 182330 ก.พ. 58  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการสูญเสียความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย  อย่างไรก็ดี ไม่มีการระบุว่าอะไรคือเหตุจูงใจในการขู่วางระเบิดศาลครั้งนี้  ขณะที่ จนท.ตำรวจมาเลเซียกำลังสืบสวนเกี่ยวกับวิดีโอดังกล่าว แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าวิดีโอนี้เป็นการหลอกลวงตามที่สื่อสังคมออนไลน์กล่าวอ้าง

ที่มา: (http://www.nia.go.th/niaweb/content/showsubdetail.asp?fdcode=3116212167111211&dsc=+%A2%E8%D2%C7%B5%E8%D2%A7%BB%C3%D0%E0%B7%C8&ifmid=0010006501015002%2F580217%2D00001)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558

ญี่ปุ่นเผยจีนส่งเครื่องบินสอดแนมแบบใหม่ประชิดน่านฟ้า

            กระทรวงกลาโหมประเทศญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ภาพพร้อมทั้งแถลงระบุว่า เครื่องบินลาดตระเวนหาข่าวกรองแบบ GX-8 ELINT ได้บินเข้ามาหาข่าวในน่านฟ้าญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 17 ก.พ.2558 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมประเทศญี่ปุ่น ได้เผยแพร่ภาพพร้อมทั้งแถลงระบุว่า เครื่องบินลาดตระเวนหาข่าวกรองแบบ GX-8 ELINT ของกองทัพเรือจีน ได้บินเข้ามาหาข่าวในบริเวณน่านฟ้าญี่ปุ่น เครื่องบินรุ่นนี้เป็นเครื่องรุ่นใหม่ที่ เครื่องบินขับไล่ของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นเข้าสกัดกั้นในน่านฟ้าสากลเหนือทะเลจีนใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา รู้จักกันในชื่อ GX-8 (กัวซิน ที่เป็นตัวอักษรใช้เรียกเครื่องบิน แบบ Y-9 ในภารกิจพิเศษ) โดยเป็นการพัฒนามาจากพื้นฐานของเครื่องบินขนส่งแบบ ฉางซี Y-9 ที่ได้ต้นแบบมาจากเครื่องบินลำเลียงแอนโตนอฟ-12 ของรัสเซีย สำหรับเครื่องบิน GX-8 เชื่อว่า เป็นรุ่นที่ติดตั้งอุปกรณ์หาข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic intelligence : ELINT) จากการสังเกตพบเสาอากาศ 4 อันติดตั้งอยู่บนลำตัวรวมทั้งมีเรโดมที่จมูกเครื่องบิน ที่สามารถติดตั้งเรดาร์ หรือ ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม โดยเท่าที่ทราบมีเครื่องบิน GX-8 อย่างน้อย 3 ลำ ที่ประจำการอยู่ใน สังกัดกองบินที่ 2 ของกองเรือทะเลเหนือ กองทัพเรือจีน

ที่มา: (http://www.thairath.co.th/content/481919)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558

ชาวญี่ปุ่นกว่า 2 พันฟ้อง “นสพ.อาซาฮี” ฐานเผยแพร่บทความ “สตรีบำเรอกาม” ทำประเทศเสื่อมเสีย

            เอเอฟพี - ชาวญี่ปุ่นกว่า 2,000 คนรวมตัวยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์แนวเสรีนิยม “อาซาฮี” และเรียกร้องให้ลงข้อความขออภัยผ่านสื่อชั้นนำทั่วโลก หลังตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับผู้หญิงที่ถูกเกณฑ์เป็นทาสกามทหารญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จนทำให้แดนอาทิตย์อุทัยเสื่อมเสียชื่อเสียง สื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นรายงานวันนี้ (19 ก.พ.) ฝ่ายโจทก์ซึ่งรวมถึงชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องแบบกลุ่ม (class action) ต่อศาลแขวงกรุงโตเกียวเมื่อวานนี้ (18) โดยกล่าวหาว่ารายงานเรื่อง “สตรีเพื่อการผ่อนคลาย” ของหนังสือพิมพ์อาซาฮีมีส่วนโน้มน้าวให้คนทั่วโลกเชื่อว่า รัฐบาลและกองทัพญี่ปุ่นในสมัยนั้นรู้เห็นกับการเกณฑ์ผู้หญิงท้องถิ่นมาบำเรอกามกิจให้แก่ทหารญี่ปุ่นที่ออกรบ เอกสารคำร้องยังระบุว่า เนื้อหาของรายงานเหล่านั้นก่อให้เกิด “อนุสาวรีย์สตรีเพื่อการผ่อนคลาย” ขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนียและอีกหลายเมืองในอเมริกา จนเป็นเหตุให้ชาวญี่ปุ่นที่นั่นรู้สึกกดดัน ฝ่ายโจทก์เรียกร้องให้อาซาฮีจ่ายค่าชดเชย 3 ล้านเยน และซื้อพื้นที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ชั้นนำของสหรัฐฯ และยุโรปเพื่อลงข้อความขออภัย เดือนที่แล้ว ชาวญี่ปุ่นราว 8,700 คนซึ่งประกอบด้วย ส.ส. และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดเอียงขวา ก็ได้ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงโตเกียวเพื่อเอาผิดกับ อาซาฮี ด้วยข้อหาเดียวกัน แม้จะมีบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่น้อยมาก แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สตรีราว 200,000 คนในเกาหลี, จีน, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน เคยถูกเกณฑ์ไปบำบัดความใคร่ให้แก่ทหารญี่ปุ่นตามซ่องที่เรียกว่า “สถานีผ่อนคลาย” (comfort stations) โดยสตรีเหล่านี้ไม่ได้ทำงานด้วยความเต็มใจ และกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นรวมไปถึงรัฐบาลยุคนั้นน่าจะมีส่วนรู้เห็น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม อย่างไรก็ตาม กลุ่มฝ่ายขวาในญี่ปุ่นกลับแย้งว่าผู้หญิงเหล่านั้นเป็น “โสเภณีอาชีพ” ที่ทำงานแลกเงิน อาซาฮีตีพิมพ์บทความหลายชิ้นในช่วงทศวรรษ 1980 โดยอ้างคำบอกเล่าของชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่อ้างว่า เคยทำหน้าที่กวาดต้อนผู้หญิงเกาหลีให้เข้าไปทำงานในซ่องทหาร ทว่าต่อมาได้มีผู้โต้แย้งจนข้อมูลนี้ไม่ได้รับความเชื่อถือ หลังถูกกดดันอยู่นานหลายปี อาซาฮีจึงตัดสินใจเพิกถอนบทความ และขออภัยต่อสาธารณชน ส่วนประธานสำนักพิมพ์ก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งมีแนวคิดชาตินิยมและโต้แย้งเรื่องสตรีเพื่อการผ่อนคลายมาโดยตลอด ชี้ว่าคำขอโทษของ อาซาฮี เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความพยายามป้ายสีญี่ปุ่นเท่านั้น ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เชื่อว่ารัฐบาลในยุคนั้นรับรู้และยินยอมให้มีการเกณฑ์ผู้หญิงมาเป็นโสเภณีจริง และไม่ได้เชื่อเพียงเพราะอ่านบทความของอาซาฮีเท่านั้น อาซาฮีแถลงว่า บริษัทจะตอบสนอง “อย่างเหมาะสม” หลังจากที่ได้รับหมายศาล

ที่มา: (http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000020552)

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558

 จีนขยายเกาะเป็นวงกว้างบริเวรทะเลจีนใต้ ขณะ แดเนียล รัสเซล ปัดพูดถึงรายละเอียด หวังจีนหยุดการกระทำดังกล่าว

          สำนักข่าวดับเบิลยูเอสเจ รายงานว่า บริษัท ไอเอชเอสเจนส์ ผู้ให้บริการข้อมูลด้านความมั่นคงในประเทศอังกฤษ เผยภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าจีนกำลังถมขยายเกาะเป็นวงกว้างบริเวณพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลใจต่อท่าทีของรัฐบาลจีน ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ภาพจากดาวเทียมว่าจีนมีการถมทะเลในพื้นที่พิพาทกินบริเวณ 62,709 ตารางเมตร หรือเท่ากับ 14 สนามฟุตบอล ซึ่งห่างจากประเทศฟิลิปปินส์ราว 340 กิโลเมตร ขณะที่นายแดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา  ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางเยือนประเทศจีน ได้ปฏิเสธที่จะพูดถึงรายละเอียด แต่แสดงความหวังว่าจีนจะหยุดการกระทำดังกล่าว เนื่องจากขัดต่อคำมั่นที่จีนให้ไว้กับชาติอาเซียน

ที่มา: (http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=600134)

 เชื้อมาลาเรียระบาดหนักจากพม่าเข้าสู่ประเทศอินเดีย หวั่นแพร่กระจายออกไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และติดต่อไปทั่วโลก

          สื่อต่างประเทศรายงานว่า พบเชื้อมาลาเรียดื้อยาจ่อระบาดเข้าอินเดียจากเมียนมา หวั่นเป็นภัยร้ายแรง ต่อสุขภาพคนทั้งโลกผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์แลนเซ็ท ระบุว่า พบกรณีเชื้อมาลาเรียที่ดื้อยาอาร์เทมิซินิน ซึ่งเป็นตัวยาหลักที่ใช้ในการรักษามาลาเรียในปัจจุบันมากขึ้นในบริเวณพรมแดนเมียนมา-อินเดีย ซึ่งเสี่ยงต่อการที่เชื้อดื้อยาจะแพร่กระจายออกไปจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และติดต่อไปทั่วโลก ก่อนหน้านี้มีการพบเชื้อมาลาเรียดื้อยาในไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา แต่ผลวิจัยล่าสุดซึ่งเก็บตัวอย่างเลือด 940 ตัวอย่างจาก 55 พื้นที่ทั่วเมียนมาพบว่า มีการติดเชื้อมาลาเรียดื้อยาที่แพร่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เขตสะกาย ซึ่งบางส่วนห่างจากพรมแดนด้านที่ติดกับอินเดียเพียง 25 กิโลเมตร ดร.ชาร์ลส์ วูดโรว์ หนึ่งในทีมนักวิจัยระบุว่า หากเชื้อดื้อยาแพร่กระจายไปยังอินเดีย จะเป็นปัญหาอย่างมากในระยะยาว เนื่องจากไม่มีตัวยาที่เป็นทางเลือกอื่นในการรักษา นอกจากอาร์เทมิซินินมากนัก และเหตุการณ์ที่มาลาเรียกลับมาแพร่ระบาดขึ้นอีกครั้งและมีการติดเชื้อไปทั่วโลกเนื่องจากมีเชื้อดื้อยาก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อเชื้อที่ดื้อยาคลอโรควินถูกค้นพบที่พรมแดนไทย-กัมพูชา เมื่อปี 1957 และแพร่กระจายไปจนถึงทวีปแอฟริกาใน 17 ปีต่อมา

ที่มา : (http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=600231)

 สื่อสหรัฐฯ ระบุไทยพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวมีฐานะเข้าประเทศ

          สื่อสหรัฐฯ ระบุไทยพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวมีฐานะเข้าประเทศ สนข.VOA รายงานเมื่อ 18 ก.พ.58 ว่าไทยพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีฐานะ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าประเทศในปี 2558 หลังจากภาคธุรกิจดังกล่าวซบเซาเมื่อปี 2557 เนื่องจากเหตุการณ์ตึงเครียดทางการเมืองซึ่งทำให้รัฐบาลต้องคงกฎอัยการศึกไว้ การฆาตกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติ การข่มขู่ของ จนท.ตำรวจ และการเก็บค่าโดยสารเกินจริงของรถแท็กซี่ ทำให้ไทยมีภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในทางที่เสียหาย อย่างไรก็ดี VOA อ้างนักวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แม้ไทยจะพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ แต่นางสุกัญญา จันทร์ชู ประธานฝ่ายการตลาดของสมาคมโรงแรมไทยเห็นว่า การเปลี่ยนตลาดเป้าหมายไปดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีฐานะไม่ใช่เรื่องง่ายถือเป็นปัญหาท้าทายที่ต้องใช้เวลาพอสมควร 

ที่มา: (http://www.nia.go.th/niaweb/content/showsubdetail.asp?fdcode=3116212167111211&dsc=+%A2%E8%D2%C7%B5%E8%D2%A7%BB%C3%D0%E0%B7%C8&ifmid=0010006501015002%2F580220%2D00004) 

 เมียนมาร์เรียกร้องจีนให้ช่วยป้องกัน กกล.ชกน.ข้ามฝั่งไปเมียนมาร์

          เมียนมาร์เรียกร้องจีนให้ช่วยป้องกัน กกล.ชกน.ข้ามฝั่งไปเมียนมาร์ โดย จนท.ทำเนียบประธานาธิบดีเมียนมาร์ เรียกร้องเมื่อ 19 ก.พ.58 ว่า จีนควรจะร่วมมือกับเมียนมาร์ในการป้องกันการก่อการร้ายในเมียนมาร์ที่เคลื่อนกำลังออกจากดินแดนของจีน เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวมีเสถียรภาพตามที่จีนต้องการ  ก่อนหน้านี้ การสู้รบระหว่างทหารเมียนมาร์กับกลุ่มโกกั้งในรัฐฉาน ซึ่งมีพรมแดนติดกับจีน ทำให้ทหารเมียนมาร์เสียชีวิตประมาณ 50 คน กลุ่มโกกั้งเสียชีวิต 27 คน และประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวหลบหนีภัยการสู้รบเข้าไปในจีนไม่ต่ำกว่า 30,000 คน

 

ที่มา: (http://www.nia.go.th/niaweb/content/showsubdetail.asp?fdcode=3116212167111211&dsc=+%A2%E8%D2%C7%B5%E8%D2%A7%BB%C3%D0%E0%B7%C8&ifmid=0010006501015002%2F580220%2D00001)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 

 ธรณีพิโรธ 6.1 นอกฝั่งญี่ปุ่น ไม่มีรายงานความเสียหาย 

          ยูเอสจีเอส รายงานเกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง ระดับ 6.1 นอกชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น แต่เบื้องต้นยังไม่มีการรายงานความเสียหาย สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) รายงานว่า เมื่อเวลา 17.13 น.ตามเวลาไทย เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.1 แม็กนิจูด นอกชายฝั่งทางตะวันออกของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น โดยจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ใต้ทะเลที่ความลึก 10 กม. อยู่ห่างจากเมืองมิยาโกะ ในจังหวัดอิวาเตะ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 128 กม. ขณะที่ในเบื้องต้น ไม่มีการประกาศเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิ และไม่มีรายงานว่า พบความเสียหาย หรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตแต่อย่างใด 

ที่มา: (http://www.thairath.co.th/content/482711)

 กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียออกแถลงการณ์เรื่องการเรียกตัวนายโตโต ริยานโต เอกอัครราชทูตประจำกรุงบราซิเลีย ให้เดินทางกลับประเทศทันที  

        สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่ากระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียออกแถลงการณ์เรื่องการเรียกตัวนายโตโต ริยานโต เอกอัครราชทูตประจำกรุงบราซิเลีย ให้เดินทางกลับประเทศทันที และเชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตบราซิลประจำกรุงจาการ์ตาเข้าพบเพื่อรับหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการด้วย กรณีการ "ระงับ" พิธีรับมอบอักษรสาส์นตราตั้งของริยานโต ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลอินโดนีเซียให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีดิลมา รูสเซฟฟ์ ผู้นำบราซิล เป็นประธานในพิธีรับมอบอักษรสาส์นตราตั้งจากเอกอัครราชทูตกรีซ เซเนกัล ปานามาเวเนซุเอลา และเอลซัลวาดอร์ ที่ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงบราซิเลีย เมื่อวันศุกร์ แต่กลับสั่งเลื่อนกำหนดการ ของอินโดนีเซียออกไปอย่างกะทันหันและไม่มีกำหนด สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับรัฐบาลจาการ์ตาทันที   ที่ทราบข่าว ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดอย่างหนัก หลังรัฐบาลอินโดนีเซียประหารชีวิตพลเมืองชาวบราซิล 1 คน คือนายมาร์โก การ์โดโซ เมื่อเดือนม.ค. ฐานลักลอบค้ายาเสพติด พร้อมกับผู้ต้องหาในคดีเดียวกันจากหลายประเทศอีก 5 คน หลังเกิดเหตุ รูสเซฟฟ์ประกาศ "ทบทวนความสัมพันธ์" กับทางการอินโดนีเซีย และเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศทันที ทั้งนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียมีกำหนดประหารชีวิตกลุ่มนักโทษคดีค้ายาเสพติดชุดใหม่อีก 8 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวออสเตรเลีย 2 คน ซึ่งรัฐบาลแคนเบอร์ราเรียกร้องอย่างหนักให้ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ลดหย่อนโทษประหารชีวิตให้กับทั้งคู่ โดยยกเหตุผลว่า เป็นการกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และทั้งสองคนสำนึกผิดอย่างถึงที่สุดแล้ว กระนั้นกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียเพิ่มเนื้อหาลงในแถลงการณ์เรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศด้วยว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศเอกราชที่มีกฎหมายเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน ประเทศหรือองค์กรอื่นใดก็ตามไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด 

ที่มา: (http://www.dailynews.co.th/Content/foreign/302685/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558

          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่งประเทศจีน เมื่อวันที่ 22ก.พ.ว่ารัฐบาลจีนแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านอย่างหัวชนฝาหลังจากนายกรัฐมนตรีนเรนทราโมดี ของอินเดียเดินทางไปเยือนพื้นที่พิพาทพรมแดนในเขตเทือกเขาหิมาลัยซึ่งถือเป็นปัญหาที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองยักษ์เอเชียมานานแล้วโดยนายโมดีเข้าไปในพื้นที่ที่อินเดียควบคุมอยู่ในรัฐอรุณาจัลประเทศทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาแต่ก็เป็นพื้นที่ที่จีนก็อ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองด้วยเหมือนกันทำให้รัฐบาลจีนต้องเรียกตัวเอกอัครราชทูตของอินเดียเข้าพบเพื่อทำการประท้วง พื้นที่พิพาทแห่งนี้มีเนื้อที่เกือบ 84,000ตารางกิโลเมตรซึ่งจีนก็อ้างกรรมสิทธิ์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนทิเบตที่จีนยึดครองอยู่ ทั้งนี้นายโมดีได้เข้าร่วมในพิธีครบรอบ28ปีของการสถาปนารัฐอรุณาจัลประเทศพร้อมเปิดเส้นทางรถไฟและตั้งโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อกระตุ้นการเติบโตของภูมิภาคด้วย กระทรวงต่างประเทศจีนแถลงเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าหลิว เจิ้นหมิน รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศจีนได้เรียกตัวนายอาโชค กันตาเอกอัครราชทูตอินเดียเข้าพบเพื่อแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงและคัดค้านอยางหัวชนฝาต่อการเยือนพื้นที่ดังกล่าวของนายโมดีโดยระบุว่า มันบ่อนทำลายอธิปไตยเหนือดินแดนของจีน

ที่มา: (http://www.dailynews.co.th/Content/foreign/302924/%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B9+%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AF%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99)

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------