Get Adobe Flash player

บทความน่ารู้

สรุปรายงานการเข้าร่วมประชุมด้านอาเซียนและเอเชียศึกษา เรื่อง "ทิศทางความร่วมมือทางการศึกษาของอาเซียน"


 บทความวิชาการโดยใช้การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-Analysis) ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนและเอเชีย


รอบรู้ เรื่อง ISIS หรือ Islamic State of Iraq and Syria


การตีความความเป็นสมัยใหม่: ต่วนกูรูอิสมาแอลสะปันยัง (2498- ) อูลามาอ์สายจารีตในสังคมปาตานีสมัยใหม่


เปิดประตูสู่อาเซียน  มองเพื่อนบ้านผ่านเหยี่ยวข่าวอาเซียน 


รอบรู้ AEC 360


ประชาธิปไตยคือกระบวนการสำหรับการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม: บทเรียนจากมาเลเซีย


เสาหลัก "สังคมและวัฒนธรรม" พลังของอาเซียนที่มักจะถูกละเลย: เสียงสะท้อนจาก อ.เสาวภา งามประมวญ


สรุปรายงานการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการนานาชาติ เรื่องความเมตตา: สะพานเชื่อมระหว่างศาสนาพุทธและอิสลาม 

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

109820
TodayToday63
This_WeekThis_Week885
This_MonthThis_Month2259
All_DaysAll_Days109820

วันที่ 19 พฤษภาคม 2557

เกาหลีเหนือขอโทษตึกถล่ม

เปียงยาง – ทางการเกาหลีเหนือออกมาขอโทษประชาชนต่อเหตุการณ์อาคารที่พักอาศัยความสูง 23 ชั้น ในเขตพยองชอนของกรุงเปียงยางพังถล่มเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่ไม่เปิดเผยจำนวน ซึ่งปฏิบัติการกู้ภัยเพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันเสาร์  สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานว่า อาคารที่พักอาศัยดังกล่าวก่อสร้างโดยไม่ถูกต้องเหมาะสม และเจ้าหน้าที่ดูแลการก่อสร้างไม่ทั่วถึง จนทำให้อาคารถล่มมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก สื่อต่างชาติบางสำนักคาดว่า อาจมีผู้เสียชีวิตมากถึง 100 คน

ขณะที่เจ้าหน้าที่และครอบครัวของผู้เสียชีวิต ได้ร่วมไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ มีท่าทีเสียใจอย่างยิ่งหลังได้รับแจ้งอุบัติเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ การขอโทษประชาชนเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นในเกาหลีเหนือ ซึ่งแทบไม่เคยออกมายอบรับข่าวที่ทำให้เกิดผลกระทบในด้านไม่ดีต่อรัฐบาลเลย

ที่มา  http://www.naewna.com/inter/104041

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 19 พฤษภาคม 2557

คณะจังหวัดนครราชสีมาเยือนจีน

กว่างโจว  17 – 20 เม.ย. 2557 สถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ได้ต้อนรับคณะจากจังหวัดมหาสารคาม หัวหน้าคณะนำโดยนายอดุลย์ จันทนปุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งนำคณะจากภาคราชการ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการในจังหวัดมหาสารคาม จำนวนรวม 25 คน ซึ่งมาศึกษาดูงาน ณ นครกว่างโจว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในจังหวัดในการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยคณะฯ ได้เข้าพบกับ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศมณฑลกวางตุ้ง (ม.กว่างว่าย) เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษากับภาควิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัย และรับฟังการบรรยายสรุปข้อมูลทั่วไปและภาพรวมของการค้าการลงทุนของมณฑลกวางตุ้งและมณฑลไห่หนานจากผู้แทนสถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเมืองกว่างโจว นอกจากนี้ คณะยังได้ศึกษาดูงานการประกอบกิจการของบริษัทไทยในนครกว่างโจว ของ บริษัท CP Lotus Supermarket Guangzhou ด้วย

ที่มา http://www.dailynews.co.th/Content/Article

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 20 พฤษภาคม 2557

เขมรเพิ่มนักท่องเที่ยว

พนมเปญ - กระทรวงการท่องเที่ยวประเทศกัมพูชาตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มีจำนวนถึง 5 ล้านคน ในปี 2558 ซึ่งกัมพูชาจะกลายเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้ถึง 8 ล้านคน ในปี 2563 หากเป็นไปตามเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้ 5 ล้านคน ในปีหน้าได้สำเร็จ กัมพูชาจะสามารถสร้างรายได้จากเศรษฐกิจการท่องเที่ยวมากถึง 1.5 แสนล้านบาท และสามารถสร้างงานให้ประชาชนกัมพูชาจำนวนมากถึง 1 ล้านคน สำหรับปีที่แล้วประเทศกัมพูชามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนกว่า 4 ล้านคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 เศรษฐกิจการท่องเที่ยวของกัมพูชาสร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวน 7.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (G.D.P.) และสร้างงานให้แก่ประชาชนกัมพูชาจำนวน 620,000 คน

ที่มา http://www.naewna.com/inter/104223

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 20 พฤษภาคม 2557

ญาติไม่เชื่อเครื่องบินหายเพราะถูกยิง

กัวลาลัมเปอร์ (เอเอฟพี) – หนึ่งในครอบครัวของผู้โดยสารบนเที่ยวบิน MH370 ซึ่งหายไปนานกว่า 2 เดือน ไม่เชื่อเนื้อหาในหนังสือ Flight MH370 : The Mystery ซึ่งกล่าวว่าเครื่องบินถูกยิงตกโดยบังเอิญ ระหว่างการซ้อมรบของกองทัพไทยกับสหรัฐ เพราะยังเป็นแค่การสันนิษฐาน

ไอรีน แบร์โรว์ส หญิงชาวออสเตรเลียซึ่งบุตรชาย คือร็อด และสะใภ้เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเที่ยวบินMH 370 ของมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ซึ่งหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ระหว่างเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังกรุงปักกิ่งตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. กล่าวถึงหนังสือ เที่ยวบินปริศนา MH370 หรือ Flight MH370 : The Mystery เขียนโดยไนเจล คอว์ธอร์น ซึ่งระบุว่าการสูญหายของเครื่องบินเป็นผลจากการซ้อมรับร่วมระหว่างกองทัพไทยกับสหรัฐในทะเลจีนใต้ ที่อาจพลาดยิงเครื่องบินตกโดยไม่ได้ตั้งใจ และพยายามปดปิดหลักฐานเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น แบร์โรว์สกล่าวว่า เธอและครอบครัวของผู้สูญหายบนเครื่องบินรู้สึกเศร้าโศกกับเรื่องราวนี้มากพอแล้ว ซึ่งอาจไม่มีความกระจ่างตลอดไปก็ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเครื่องบินลำนี้กันแน่ เธอเชื่อว่า ในเวลานี้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน คือตามหาเครื่องบินให้พบ

นอกจากนี้ หากต้องการให้เธอเชื่อ เธอจะเชื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือมีบางสิ่งในห้องโดยสารทำให้ทุกคนหมดสติและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิดมากมายเกี่ยวกับเครื่องบินลำนี้ ที่ยังมีการตีแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างความสับสนให้กับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ นายคอว์ธอร์น ผู้ประพันธ์อ้างหลักฐานคนงานแท่นขุดเจาะน้ำมันในมหาสมุทรอินเดีย อ้างว่าเห็นการระเบิดกลางท้องฟ้าในเวลาเดียวกับสัญญาณจากเครื่องบินขาดหายไป ซึ่งบริเวณดังกล่าวอยู่ในพื้นที่การซ้อมรบร่วมของสหรัฐกับหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงพยายามส่งหน่วยกู้ภัยไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม เพื่อปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้น

ที่มา  http://www.naewna.com/inter/104227

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 20 พฤษภาคม 2557

ประธานาธิบดีโสมร่ำไห้เหตุเรือล่ม

โซล (เอพี/รอยเตอร์ส/บีบีซี นิวส์) - ประธานาธิบดีปัก กึน ฮเย ของเกาหลีใต้ หลั่งน้ำตาแสดงความรับผิดชอบกรณีล้มเหลวในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากโศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รีเซวอลล่ม ยอมรับว่าการไร้ประสิทธิภาพและการขาดความเตรียมพร้อม ทำให้ต้องมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ประธานาธิบดีปัก กึน ฮเย ของเกาหลีใต้ แถลงผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติซึ่งถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ ขออภัยประชาชนทั้งประเทศและยอมรับความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือและจัดการกับโศกนาฏกรรมเรือเฟอร์รีเซวอลอับปาง เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 286 ศพ ปาร์คกล่าวทั้งน้ำตาว่า ในฐานะประธานาธิบดีซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลและปกป้องประชาชนทุกคน เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นสร้างความเจ็บปวดให้กับเธออย่างมาก จึงขออภัยชาวเกาหลีใต้ทุกคนจากใจจริงและขอรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เพียงผู้เดียว

เบื้องต้น ปาร์คสั่งปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานยามชายฝั่ง แล้วย้ายไปช่วยราชการในหน่วยงานอื่นแทนแล้ว และจะเสนอให้มีการยุบหน่วยงานในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย เนื่องจากเห็นว่าสำนักงานยามฝั่งของประเทศ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการกู้ภัยหรือป้องกันภัยพิบัติที่มีความรุนแรงระดับนี้ได้ นอกจากนี้ เธอจะเสนอแผนการก่อตั้งกระทรวงความปลอดภัยแห่งชาติ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยในการเดินทางด้วยพาหนะทุกชนิดในประเทศ

ทั้งนี้ ความล่าช้าและความสับสนในมาตรการกู้ภัยเรือเซวอล ส่งผลให้รัฐบาลของปาร์คได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์แง่ลบอย่างหนัก คะแนนนิยมของเธอตกลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ตามด้วยการชุมนุมประท้วงอย่างต่อเนื่อง แม้นายกรัฐมตรีจอง ฮง-วอน จะประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์มากเท่าใดนัก ขณะที่ภารกิจค้นหาผู้สูญหายยังเดินหน้าต่อเป็นวันที่ 34 โดยทีมงานพบศพแล้ว 286 ศพ รอดชีวิต 172 คน และยังสูญหายอีก 18 คน จากจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด 476 คน

ที่มา http://www.naewna.com/inter/104228

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2557

จีนโวยสหรัฐตั้งข้อหาทหาร กล่าวหาโจรกรรมข้อมูลไซเบอร์

ปักกิ่ง/วอชิงตัน (เอพี/บีบีซี นิวส์) - ทางการจีนเรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำจีนเข้าพบ เพื่อแสดงความไม่พอใจเรื่องรัฐบาลสหรัฐฟ้องทหารจีน 5 นาย ว่าพัวพันการจารกรรมทางไซเบอร์

สำนักข่าวซินหัวอ้างกระทรวงต่างประเทศจีนว่า นายเจิ้ง เจ๋อกวง ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ยื่นหนังสือแสดงความไม่พอใจต่อนายแม็กซ์ เบากัส เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำจีน เมื่อคืนวันจันทร์ หลังจากคณะลูกขุนรัฐบาลกลางสหรัฐฟ้องทหารสังกัดหน่วย 61398 ของกองทัพจีน 5 นาย ในวันเดียวกัน ข้อหาเจาะระบอบคอมพิวเตอร์สหรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่รัฐวิสาหกิจจีน ส่งผลให้ธุรกิจหลายอย่างของสหรัฐ เช่น เหล็ก พลังแสงอาทิตย์ ต้องเลิกจ้างงานคนจำนวนมาก นับเป็นครั้งแรกที่รัฐเป็นผู้ฟ้องเรื่องการจารกรรมในโลกไซเบอร์

ด้านกระทรวงกลาโหมจีนแถลงประณามสหรัฐว่า เสแสร้งและสองมาตรฐานเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์อย่างชัดเจนมาโดยตลอด เครือข่ายจารกรรมเชิงพาณิชย์ที่สหรัฐอ้างถึงนั้นเป็นการสร้างเรื่องขึ้น เพื่อชี้นำสาธารณชนให้เข้าใจผิดโดยมีเจตนาแอบแฝงซ่อนอยู่ กระทรวงกลาโหมจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐ และยืนยันว่ารัฐบาลจีนเป็นผู้ปกป้องความปลอดภัยไซเบอร์อย่างแข็งขัน รัฐบาลและกองทัพจีนไม่เคยดำเนินการหรือมีส่วนร่วมใดๆ กับการขโมยความลับทางการค้าด้วยการจารกรรมทางไซเบอร์ พร้อมทั้งขอร้องให้ทางการสหรัฐเลิกเข้าใจผิด และเพิกถอนข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยพลัน เพราะจะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ

สำหรับบริษัทอเมริกันที่ตกเป็นเป้าการจารกรรมข้อมูลตามข้อกล่าวหาของสหรัฐ ได้แก่ บริษัท อัลโค เวิร์ลด์ อะลูมินา, บริษัทเวสติงเฮาส์ อิเล็กทริก คัมปานี, บริษัทฮัลเลกีนี เทคโนโลยี, บริษัทยูเอส สตีล คอร์ปอร์เรชัน, บริษัท ยูไนเต็ด สตีลเวิร์คเกอร์ส และบริษัท โวลาร์เวิลด์

ที่มา http://www.naewna.com/inter/104392

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 21 พฤษภาคม 2557

การเมืองอินเดีย

นิวเดลี - นางโซเนีย คานธี ประธานพรรคคองเกรสของอินเดีย และราหูล คานธี ลูกชาย เสนอจะลาออกจากตำแหน่งในระหว่างการประชุมพรรค ที่กรุงนิวเดลี เพื่อแสดงความรับผิดชอบ หลังจากที่ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคคองเกรสประสบความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป โดยได้ที่นั่งในสภาเพียง 44 จากทั้งหมด 543 ที่นั่ง ต่ำกว่า 20 % นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมาของพรรคคองเกรส อย่างไรก็ตาม พรรคคองเกรสปฏิเสธการลาออกของทั้งคู่ โดยให้เหตุผลว่าสำหรับประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดที่มีประชากรมากถึง 1,200 ล้านคนอย่างอินเดีย บุคคลเพียงคนเดียวไม่สามารถรับผิดชอบต่อความชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้ใดๆได้ ทั้งนี้ หากพรรคคองเกรสตอบรับการลาออกของโซเนียและราหูล สมาชิกทุกคนของพรรคต้องลาออกทั้งหมด

ที่มา  http://www.naewna.com/inter/104391

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 22 พฤษภาคม 2557

ผู้นำโสมแดงตรวจก่อสร้างอาคาร  สร้างความเชื่อมั่นหลังตึกถล่ม

โซล (เอพี) - นายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ หาทางสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนเรื่องความปลอดภัยในการก่อสร้างด้วยการตรวจเยี่ยมสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง หลังเกิดเหตุอาคารที่พักอาศัยในกรุงเปียงยางพังถล่มจนทางการต้องออกมาขอโทษอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก

นายคิม ตรวจโครงการริมแม่น้ำที่ทหารกำลังก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย 46 ชั้น พร้อมกับย้ำเรื่องคุณภาพในการก่อสร้างหลังเกิดเหตุอาคารชุดหลังหนึ่งพังถล่มเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งสื่อทางการโทษว่าเป็นเพราะเจ้าหน้าที่หย่อนยานในการกำกับดูแล สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า นายคิม ได้ย้ำคำขวัญว่า ขอให้ร่วมกันรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างและรับรองคุณภาพโครงการให้อยู่ยั่งยืนตลอดกาล

การตรวจเยี่ยมการก่อสร้างของผู้นำเกาหลีเหนือเป็นการตอกย้ำสิ่งที่รัฐบาลรับปากว่าจะกำกับดูแลการก่อสร้างอาคารในประเทศ หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือออกมาขอโทษประชาชนเรื่องอาคารถล่ม แต่ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ประเมินว่า มีเกือบ 100 ครอบครัวอาศัยอยู่ในอาคารที่พังถล่ม ทั้งนี้ ชาวเกาหลีเหนือประมาณ 2.5 ล้านคนจากทั้งหมด 25 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงเปียงยาง ทางการประกาศเมื่อปี 2552 ว่า เตรียมสร้างอาคารที่พักอาศัยแห่งใหม่ในกรุงเปียงยาง 100,000 แห่ง และได้ระดมทั้งนักศึกษาและทหารมาช่วยทำให้โครงการเสร็จทันเวลา

ที่มา  http://www.naewna.com/inter/104534

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 22 พฤษภาคม 2557

แพนด้าจากจีนเดินทางถึงมาเลเซียแล้ว หลังล่าช้ากรณีเที่ยวบิน MH370

กัวลาลัมเปอร์ (เอพี/รอยเตอร์ส/บีบีซี นิวส์) - แพนด้ายักษ์วัย 8 ขวบคู่หนึ่งจากจีนเดินทางถึงมาเลเซียแล้ว หลังความตึงเครียดระหว่างจีนและมาเลเซีย กรณีเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สูญหายไปพร้อมกับผู้โดยสารซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนในเดือนมีนาคม ทำให้การส่งมอบตัวแพนด้าล่าช้าออกไป 1 เดือน

แพนด้ายักษ์เพศเมียชื่อ เฟิงอี้ และแพนด้ายักษ์เพศผู้ชื่อ ฝูหวา เดินทางโดยเครื่องบินจากเมืองเฉิงตูทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งเป็นที่เพาะพันธุ์แพนด้า มาถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้สื่อมวลชนถ่ายภาพเฟิงอี้เป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่แพนด้าทั้งคู่จะถูกนำไปยังสวนสัตว์แห่งชาติ  ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะให้เวลาแพนด้าได้ปรับตัวให้เข้าสภาพอากาศในมาเลเซียก่อนจะนำออกแสดงต่อสาธารณชนในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน

ก่อนหน้านี้ จีนและมาเลเซียตกลงกันในปี 2555 ว่า จีนจะส่งแพนด้ายักษ์มาอยู่ที่มาเลเซียเป็นเวลา 10 ปี แพนด้าคู่นี้มีกำหนดเดินทางถึงมาเลเซียในวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา แต่เกิดความล่าช้าเนื่องจากจีนรอรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเที่ยวบินเอ็มเอช 370 จากมาเลเซีย

นายปาลานิเวล โกวินดาซามี รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของมาเลเซียกล่าวในพิธีต้อนรับแพนด้าคู่นี้ว่า ขอให้การมาถึงของแพนด้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจีนนำไปสู่การสร้างมิตรภาพอันยืนยาวและความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างจีนและมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในมาเลเซียกรณีทางการมาเลเซียมีแผนให้แพนด้าจากจีนอาศัยในโรงเลี้ยงมูลค่า 7.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 250 ล้านบาท) ที่สวนสัตว์แห่งชาติในกรุงกัวลาลัมเปอร์ นักสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า เงินจำนวนดังกล่าวควรนำไปใช้ในการอนุรักษ์สัตว์ป่าใกล้สูญพันธ์ในมาเลเซียมากกว่า

ส่วนความคืบหน้าการค้นหาเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนของสิงคโปร์และบริษัทอินมาร์แซทของอังกฤษแถลงว่า ทั้งสองฝ่ายจะเปิดเผยข้อมูลทางดาวเทียมที่ชี้ว่าเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ที่สูญหายตกลงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ภายหลังครอบครัวของผู้โดยสาร 239 คนบนเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ซึ่งสูญหายไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลดิบจากดาวเทียมต่อสาธารณชนเพื่อให้มีการนำข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ได้อย่างอิสระ หลังจากปฏิบัติการค้นหาใต้ทะเลไม่พบชิ้นส่วนเครื่องบินแต่อย่างใด

ที่มา http://www.naewna.com/inter/104537

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 23 พฤษภาคม 2557

สื่อต่างชาติจับตารัฐประหารไทย 22 พฤษภาคม 2557

สื่อต่างชาติหลายสำนักรายงานข่าว-วิเคราะห์เหตุการณ์รัฐประหารครั้งล่าสุดในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เชื่อว่าการรัฐประหารทำให้เกิดความสงบแค่ในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น และไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้จริง ทั้งสื่อ องค์กร และรัฐบาลต่างประเทศหลายแห่งยังเรียกร้องให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว

23 พ.ค. 2557 สื่อต่างชาติรายงานเรื่องเหตุการณ์รัฐประหารในไทยตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสฯ (22 พ.ค.) ที่ผ่านมาไว้ดังนี้

นักข่าวอัลจาซีรา สก็อต ไฮด์เลอร์ รายงานจากกรุงเทพฯ ว่าทหารได้เข้าควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างของรัฐบาล และไม่ทราบว่ามีการควบคุมตัวแกนนำของฝ่ายคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายไว้ที่ใด

เดวิด สเตร็กฟัส นักวิเคราะห์ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยให้สัมภาษณ์ต่ออัลจาซีราว่าการแทรกแซงของทหารในครั้งนี้เป็นความพยายามกีดกันกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. และทำลายขวัญกำลังใจของพวกเขา

ด้านสำนักข่าวเดอะการ์เดียนรายงานเรื่องที่ มาร์ค เคนท์ เอกอัครราชทูตอังกฤษในประเทศไทยทวีตเตือนให้พลเมืองชางอังกฤษมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง ให้ปฏิบัติตามคำเตือนการท่องเที่ยวรวมถึงติดตามข่าวสารอยู่เสมอ

เว็บไซต์สำนักข่าวซีนิวส์รายงานเพิ่มเติมอีกว่าสำนักงานการต่างประเทศของอังกฤษเรียกร้องให้ทุกฝ่ายละวางความแตกต่างและยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยกับหลักนิติธรรม เพื่อผลประโยชน์ของคนในประเทศไทยเอง ขณะที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ฟรองชัว ฮอลแลนด์ ได้ประณามการทำรัฐประหารในครั้งนี้

บีบีซีมีการรายงานสถานการณ์สด โดยนำเสนอภาพผู้ชุมนุมเก็บข้าวของออกจากพื้นที่ โดย โจนาห์ ฟิชเชอร์ นักข่าวบีบีซีระบุว่าเมื่อช่วงเวลาหลังเคอร์ฟิวถนนเงียบมากและไม่ค่อยมีทหารเนื่องจากทหารเน้นรวมพลเพื่อสลายการชุมนุมที่แหล่งชุมนุมของทั้งสองฝ่าย

ทางด้านดิอิโคโนมิสต์ ระบุในบทความชื่อ "การเคลื่อนไหวอย่างทันด่วนของกองทัพ ทำให้เกิดความสงบแค่ในระยะสั้น" โดยรายงานสถานการณ์ตั้งแต่การยึดสื่อในช่วงประกาศกฎอัยการศึกมาจนถึงการควบคุมตัวนักการเมืองและแกนนำทั้งสองฝ่าย จากนั้นจึงวิจารณ์ว่าการรัฐประหารทำให้เกิดความแตกแยก เกิดความเสี่ยงด้านการค้าและการลงทุนจากต่างชาติ นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่าเสื้อแดงจะลุกขึ้นต่อต้านรัฐประหาร

ดิอิโคโนมิสต์ระบุอีกว่าวิกฤติทางการเมืองในไทยและความไร้ทิศทางของเศรษฐกิจทำให้เกิดผลด้านลบชัดเจนขึ้น ในช่วงก่อนการรัฐประหาร 1 วันมีการประกาศว่าเศรษฐกิจไทยดิ่งลงสู่ภาวะตกต่ำ ทั้งที่เมื่อสิบปีที่แล้วประเทศไทยยังได้รับการยกย่องในหมู่ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่ามีทั้งความเติบโตและประชาธิปไตย

ดิอิโคโนมิสต์ระบุอีกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ยากที่จะคาดเดา ในทางการเมืองอาจมีกระบวนการแบบประชาธิปไตยกลับคืนมาแต่ที่เป็นไปได้มากคือการวางแนวทางให้กลุ่มชนชั้นนำทางประวัติศาสตร์ยังคงมีบทบาทในการปกครองประเทศ

ส่วนสำนักข่าว ดัชเช เวลเล นำเสนอบทสัมภาษณ์ของ เออร์เนสต์ บาวเออร์ จากฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาของศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของสหรัฐ (CSIS) ซึ่งวิจารณ์ว่ากองทัพไทยตีความกฎอัยการศึกเกินตัวบทเพื่ออ้างว่าให้กองทัพสามารถแทรกแซงเพื่อยับยั้งความรุนแรงได้ "แม้ว่ากองทัพจะพยายามแสดงให้เห็นว่าปฏิบัติตามกฎ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาแค่ทำสิ่งที่ต้องการและเชื่อว่าพวกเขากำลังทำเพื่อรักษาความสงบ"

เมื่อถามว่าเหตุใดกองทัพถึงก่อรัฐประหารทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศว่าการใช้กฎอัยการศึกไม่ใช่รัฐประหาร ซึ่งบาวเออร์กล่าวว่ากองทัพประกาศกฎอัยการศึกเพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเอาจริงในการทำให้ทั้งสองฝ่ายหันมาปรองดองกัน แต่ทว่าการรัฐประหารในครั้งนี้ไม่ได้แก้ปัญหาการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในไทยช่วงกลายสมัยรัชกาล

เมื่อถามว่าที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่าการยึดอำนาจครั้งนี้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์นานาชาติเป็นไปได้จริงขนาดไหน ซึ่งบาวเออร์กล่าวว่าประยุทธ์พูดผิดในเรื่องนี้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นส่วนสำคัญของอาเซียน ดังนั้นจึงมีความสำคัญต่อการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit ประกอบด้วย 16 ประเทศมีกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และอีก 6 ประเทศคือ ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลีใต้, อินเดีย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์) นอกจากนี้ไทยยังเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ในเอเชีย และเป็นเสมือนผู้ประสานระหว่างจีนกับกลุ่มประชาคมอาเซียน

"การที่ประเทศไทยขาดเสถียรภาพทางการเมืองส่งผลกระทบต่อสมดุลของภูมิภาค โดยอาเซียนจะถูกประเมินความเข้มแข็งและถูกเพ่งเล็งจุดอ่อน ซึ่งน่าเศร้าตอนนี้จุดอ่อนกลายเป็นประเทศไทย" บาวเออร์กล่าว

บาวเออร์ยังกล่าวอีกว่า แม้ประเทศพันธมิตรของไทยควรเข้าใจว่ามีเพียงคนไทยเท่านั้นที่ต้องตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของประเทศตนเองและต่างชาติจะช่วยเหลือแค่ในระดับที่ส่งอิทธิพลต่อบุคคลในไทยให้มีการแก้ไขปัญหาโดยสันติ กระนั้นก็ตามบาวเออร์เชื่อว่ามันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่จะเรียกร้องให้ไทยกลับคืนสู่รากฐานความเป็นประชาธิปไตย การยึดหลักรัฐธรรมนูญ และให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและการลิดรอนเสรีภาพประชาชนไทย

ในเว็บไซต์ Democracy Now! มีการพูดคุยถึงเหตุการณ์รัฐประหารโดยเชิญ จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์มาร่วมพดคุยด้วย ซิฟตันมองว่าการรัฐประหารในไทยคราวนี้มีความพิเศษในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสืบสันตติวงศ์ และอีกส่วนหนึ่งมาจากความต้องการกำจัดเสี้ยนหนามอย่างคนเสื้อแดงและทักษิณซึ่งกองทัพไม่ชอบ

อย่างไรก็ตาม ซิฟตันกล่าวอีกว่าการรัฐประหารในคราวนี้ควรเป็นบทเรียนของกองทัพสหรัฐฯ และรัฐบาลสหรัฐฯ ควรปรับท่าทีใหม่จากการพยายามส่งเสริมอุดมคติด้านสิทธิมนุษยชนผ่านวิธีการทางทหารซึ่งใช้แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งกองทัพสหรัฐฯ พยายามทำให้กองทัพไทยซึมซับเรื่องประชาธิปไตยแต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทำให้สหรัฐฯ ควรพิจารณาเรื่องความร่วมมือทางการทหารเสียใหม่

ซิฟตันชี้อีกว่าสหรัฐฯ มีกฎหมายการให้ความช่วยเหลือต่างชาติ ซึ่งระบุให้ตัดการช่วยเหลือด้านการทหารในช่วงที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การรัฐประหารตราบใดที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งซิฟตันคาดว่าสหรัฐฯ รวมถึงญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะยังคงทูตไว้ในประเทศและใช้วิธีเจรจาต่อรองว่าจะไม่มีความคืบหน้าด้านการค้า การลงทุน หรืออื่นๆ จนกว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมา และหวังว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลโดยเร็ว

เมื่อถูกถามว่ามีกลุ่มคนที่หัวก้าวหน้ากลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ได้มีสิทธิมีเสียงอยู่ด้วยหรือไม่ ซิฟตันก็บอกว่ายังมีกลุ่มผู้ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอยู่อีกจำนวนมากในไทย มีผู้ที่สนับสนุนประชาธิปไตยในเชิงแนวคิด

"พวกเรากล่าวถึงการใช้อำนาจในทางที่ผิดของ 'เสื้อแดง' ขณะที่ 'เสื้อแดง' อยู่ในอำนาจ พวกเรากล่าวถึงการใช้อำนาจในทางที่ผิดของ 'เสื้อเหลือง' ในขณะที่ 'เสื้อเหลือง' อยู่ในอำนาจ และสิ่งที่เป็นหลักการสำคัญที่สุดคือ ประชาธิปไตยโดยรัฐธรรมนูญย่อมดีกว่าเผด็จการทหาร" ซิฟตันกล่าว "และพวกเราก็อยากเห็นบ้านเมืองกลับสู่ความมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ไม่ว่าใครจะอยู่ในอำนาจก็ตาม และเราเชื่อว่ามีคนไทยหลายคนที่รู้สึกอย่างเดียวกัน"

 ที่มา http://prachatai.com/journal/2014/05/53425

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 24 พฤษภาคม 2557

โจมตีสถานกงสุลอินเดีย

คาบูล - เกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธ 3 คน พร้อมอาวุธหนักครบมือบุกเข้าโจมตีสถานกงสุลอินเดีย ในจังหวัดเฮรัต ทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน เมื่อช่วงเช้าตรู่วานนี้นี้ตามเวลาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถวิสามัญคนร้ายได้ทันที 2 คน ส่วนอีกคนหนึ่งยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ แล้วฉวยโอกาสในช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทูตอินเดียภายในสถานกงสุลปลอดภัยไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุยังไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่สถานที่ราชการและชาวอินเดียในอัฟกานิสถานเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มแลชการ์-อี-ไทบา กลุ่มหัวรุนแรงซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า อยู่เบื้องหลังการลอบวางระเบิดที่เมืองมุมไบเมื่อปี 2551 คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 166 ศพ โดยหลังเกิดเหตุ สมาชิกของกลุ่มหลายคนหลบหนีมากบดานอยู่ในอัฟกานิสถาน

ที่มา  http://www.naewna.com/inter/104809

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 24 พฤษภาคม 2557

โสมแดงปัดยิงใส่เรือรบเกาหลีใต้-อ้างเกาหลีใต้กุเรื่องยิงใส่ตนเองก่อน

โซล (เอพี/รอยเตอร์ส) - เกาหลีเหนือปฏิเสธข้อกล่าวหาของเกาหลีใต้ที่ว่า เกาหลีเหนือได้ยิงปืนใหญ่ไปยังบริเวณใกล้กับเรือรบของเกาหลีใต้เมื่อวานนี้ โดยกล่าวว่าเกาหลีใต้กุเรื่องดังกล่าวขึ้นมา

ความคืบหน้าภายหลังจากที่กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีเหนือเปิดฉากยิงเข้าใส่ขณะเรือรบของกองทัพเรือเกาหลีใต้กำลังลาดตระเวนพรมแดนทางทะเลด้านตะวันตกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กระสุนปืนใหญ่ 2 ลูก ตกลงห่างจากเรือรบลำดังกล่าวออกไปราว 150 เมตร  แต่เรือไม่ได้รับความเสียหายและได้ตอบโต้ด้วยการยิงปืนใหญ่ 5 นัดลงในทะเลใกล้กับเรือของกองทัพเกาหลีเหนือ ขณะเกิดเหตุเรือเกาหลีใต้กำลังลาดตระเวนใกล้เกาะยอนพยองที่อยู่ใกล้กับพรมแดนเกาหลีเหนือ ทางการได้ขอให้ประชาชนบนเกาะหาที่หลบภัยเพื่อความปลอดภัย

ล่าสุด กองบัญชาการแนวหน้าตะวันตกของกองทัพเกาหลีเหนือแถลงว่า ข้อเท็จจริงคือเรือรบของเกาหลีใต้ซึ่งรุกล้ำเข้าเขตน่านน้ำของเกาหลีเหนือโดยแสร้งว่ากำลังควบคุมเรือประมงจีน ได้ยิงปืนใหญ่เข้าใส่เรือของเกาหลีเหนือและกุเรื่องว่าเกาหลีเหนือเปิดฉากยิงใส่ก่อน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเรือของกองทัพเรือเกาหลีใต้ได้ยิงปืนขู่หลังจากเรือลาดตระเวนของเกาหลีเหนือ 3 ลำได้ข้ามพรมแดนทางทะเลเข้ามายังน่านน้ำของเกาหลีใต้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา และเกาหลีเหนือออกมาขู่ว่าจะโจมตีเรือรบของเกาหลีใต้โดยไม่แจ้งเตือนก่อน พร้อมอ้างว่าเรือเกาหลีเหนือกำลังควบคุมเรือประมงจีนที่ลักลอบเข้ามาในน่านน้ำทางเหนือของพรมแดนทางทะเลที่เป็นข้อพิพาทระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

เกาหลีเหนือเคยยิงปืนใหญ่ถล่มเกาะยอนพยองเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ทำให้ชาวเกาหลีใต้เสียชีวิต 4 คน กองทัพเกาหลีเหนือเพิ่งขู่เมื่อวันพุธว่าจะโจมตีเรือรบเกาหลีใต้โดยไม่เตือนล่วงหน้า หากเกาหลีใต้ล่วงล้ำพรมแดนทะเลเหลืองแม้เพียงนิดเดียว

ที่มา http://www.naewna.com/inter/104819

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันที่ 25 พฤษภาคม 2557

อากาศยานทัพญี่ปุ่นถูกบินรบจีน “ตามประชิด” ขณะสังเกตการณ์ปักกิ่ง - มอสโก “ซ้อมรบร่วม” ทางทะเล

เอเอฟพี - ญี่ปุ่นวันนี้ (25 พ.ค.) ออกมากล่าวหาว่า จีนมีพฤติการณ์ที่เป็น “อันตราย” เหนือพื้นที่พิพาทในทะเลจีนตะวันออก โดยระบุว่าเครื่องบินขับไล่ของจีนได้บินเข้าใกล้เครื่องบินทหารของแดนอาทิตย์อุทัยในรัศมีประมาณ 30 เมตร

       
โฆษกกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นแถลงว่า วานนี้ (24) เครื่องบินขับไล่ Su-27 ของจีนได้บินเข้าใกล้เครื่องบินตรวจการณ์ OP-3C ของญี่ปุ่น บริเวณเหนือน่านน้ำที่ทั้งสองประเทศประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศ (ADIZ) ทับซ้อนกัน
       
นอกจากนี้ กระทรวงยังระบุด้วยว่า เครื่องบินขับไล่ Su-27 อีกลำของจีนบินเข้าใกล้เครื่องบิน YS-11EB ของญี่ปุ่นในน่านฟ้าเดียวกัน
       
โฆษกกล่าวว่า เครื่องบินขับไล่ 2 ลำของจีนบินเข้าใกล้อากาศยาน 2 ลำของญี่ปุ่นในรัศมีประมาณ 50 เมตร และระยะ 30 เมตร
       
ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกำลังด่างพร้อยจากการพิพาทแย่งชิงกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของญี่ปุ่น
       
เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา ปักกิ่งได้จุดชนวนให้ความตึงเครียดในภูมิภาครุนแรงยิ่งขึ้น ด้วยการประกาศเขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศทับซ้อนกับเขต ADIZ ของแดนอาทิตย์อุทัย
       
อิตสึโนริ โอโนเดระ รัฐมนตรีการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นกล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันนี้ (25) ว่า “การกระทำที่อันตรายเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้”
       
“ลูกเรือชาวญี่ปุ่นรายงานว่า เครื่องบินขับไล่เหล่านี้ติดตั้งขีปนาวุธ จึงทำให้พวกเขาต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างตึงเครียด”

เขากล่าวว่า โตเกียวได้ประท้วงการกระทำของปักกิ่งผ่านช่องทางการทูต
       
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์อาซาฮี ชิมบุน ของแดนอาทิตย์อุทัยรายงานว่า เครื่องบินขับไล่ของจีนไม่ได้บินเข้าไปในเขตญี่ปุ่น
       
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ขณะเกิดเหตุอากาศยาน 2 ลำของญี่ปุ่นกำลังเฝ้าสังเกตการณ์การซ้อมรบร่วมทางทะเลของจีนกับรัสเซีย ทางตอนเหนือของทะเลจีนตะวันออก ใกล้กับน่านน้ำพิพาทของญี่ปุ่น
       
ทั้งนี้ แดนมังกรได้ส่งเรือและเครื่องบินเข้าไปใกล้หมู่เกาะเซงกากุ ซึ่งจีนเรียกว่า “เตี้ยวอี๋ว์” เพื่ออ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะแห่งนี้มาแล้วหลายครั้ง
       
ทางด้าน กระทรวงกลาโหมจีนแถลงว่า วานนี้ (24) เครื่องบิน 2 ลำของญี่ปุ่น ได้เข้าสู่เขตแสดงตนเพื่อการป้องกันภัยทางอากาศของจีน “เพื่อแทรกแซงการซ้อมรบทางทะเลระหว่างจีนกับรัสเซีย” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ออกประกาศเตือนให้ “ห้ามบิน” ผ่านบริเวณดังกล่าวแล้ว
       
กระทรวงกลาโหมแดนมังกรระบุในเว็บไซต์ของหน่วยงานว่า จีนได้ระดมเครื่องบินเพื่อ “ระบุตำแหน่ง และดำเนินมาตรการป้องกัน” เครื่องบินญี่ปุ่น
       
นอกจากนั้นกระทรวงระบุด้วยว่า จีนได้ส่งคณะผู้แทนไปยังญี่ปุ่นเพื่อขอให้โตเกียว “เคารพสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของกองทัพเรือจีนและกองทัพเรือรัสเซีย”
       
ทั้งนี้ จีนและญี่ปุ่นเปิดฉากการซ้อมรบร่วมทางทะเลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20) โดยผู้นำของทั้งสองชาติต่างให้คำมั่นว่าจะกระชับความสัมพันธ์ ในเวลาที่ทั้งสองประเทศเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของนานาชาติจากกรณีพิพาทอาณาเขต
       
ทั้งนี้ การซ้อมรบสิ้นสุดลงในวันนี้ (25)

ที่มา  http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000058167